สมาชิกเข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิกใหม่ | ลืมรหัสผ่าน
     Viva ultra deep Super Dose
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 16
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 470
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 3,996,354
 ปรับปรุงเว็บ 16/02/2560
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
21 พฤศจิกายน 2560
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
   
10  11 
12  13  14  15  16  17  18 
19  20  21  22  23  24  25 
26  27  28  29  30     
             
  Beauty tips
ฉีดหรือเสริมดี
[25 พฤศจิกายน 2556 11:52 น.]จำนวนผู้เข้าชม 5123 คน

คำถามที่อยู่ในใจของหลาย ๆ คน
จะเลือกฉีดจมูกหรือเสริมจมูกดี หลายคนกลัวการผ่าตัดมากก็ตัดสินใจเลือกฉีด บางคนเพียงแค่อยากลองสักครั้ง ดีหรือไม่ดีค่อยตัดสินใจอีกที คุณเป็นคนหนึ่งที่ลังเลแบบนี้ใช่ไหม

หมอขอแบ่งออกเป็น 2 เรื่องคือ
1. จมูก
    ศัลยกรรมจมูกเป็นที่ยอมรับและมีการพัฒนาเทคนิกต่างๆ วัสดุที่ใช้มีการพัฒนาให้เหมาะสมกับความต้องการและรูปหน้าของลูกค้ามากยิ่งขึ้น คุณหมอเก่งๆ มีประสบการณ์มีมากมายจนเลือกไม่ถูก จำนวนคนที่ทำผ่าตัดศัลยกรรมเสริมจมูกก็มีมากกว่าครึ่งของจำนวนผู้หญิงทั้งหมด ดังนั้น หากคุณเป็นคนที่ไม่ได้กลัวการผ่าตัด หรือ มีเวลาพักฟื้นเพียงพอ ก็ไม่ควรลังเลที่จะเลือกการผ่าตัดเสริมจมูก เพราะจะให้ความสวยงามแก้ปัญหารูปทรงจมูกบางชนิดได้ดีเต็มที่ ตอบโจทย์ความต้องการของสาว ๆ ในปัจจุบันที่ต้องการจมูกรูปทรงนั้นรูปทรงแบบนี้  แล้วฉีดเสริมจมูกด้วยฟิลเลอร์มีที่ใช้สำหรับใคร หมอเองเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฉีดเสริมความงาม แต่กลับไม่เคยแนะนำหรือชักจูงให้ลูกค้าฉีดเสริมจมูกด้วยฟิลเลอร์ทุกราย ถ้าใครได้เคยเข้ามาปรึกษาหมอจะอธิบายเสมอว่าการผ่าตัดใส่ซิลิโคนแก้ปัญหาและช่วยเสริมให้รูปทรงจมูกได้ดีกว่าการฉีดฟิลเลอร์เสริมจมูกเสมอ แต่ฉีดเสริมจมูกก็มีที่ใช้ไม่น้อย เหมาะสำหรับลูกค้าที่กลัวการผ่าตัดชนิดที่ยังไงก็ไม่ขอผ่า ยังไงก็ไม่อยากพักฟื้น แต่ลูกค้าที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์เสริมจมูกต้องยอมรับเงื่อนไขบางอย่างที่หมอจะอธิบายเสมอก่อนฉีดได้แก่
                 - ฉีดฟิลเลอร์เป็นสารกึ่งแข็ง ไม่แข็งแบบซิลิโคน ไม่สามารถฉีดให้โด่งได้เท่ากับการผ่าตัดเสริม และไม่สามารถคงรูปได้ตลอดไป ต้องมีการยุบตัวไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะการฉีดครั้งแรกจะยุบตัวค่อนข้างมากอย่างน้อย 30% ภายใน 1-2 เดือนแรก แต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดเสริมเพิ่มอีกหลังจากฉีดครั้งแรก 1 -2 เดือน จะทำให้คงตัวอยู่ได้นาน 1 ปี
                  - ลักษณะเนื้อจมูกบางประเภท ได้แก่ เนื้อจมูกหนา ไขมันใต้ผิวหนังบริเวณจมูกมาก และเนื้อจมูกหลวม ยืดหยุ่นมากเกินไป เป็นลักษณะที่ไม่เหมาะสมฉีดแล้ว จะไม่คม ฉีดแล้วจะไม่เป็นสัน ถ้าลูกค้ายอมรับก็ฉีด
                   -ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์เสริมจมูกอยู่มากว่า ถ้าฉีดปริมาณมาก ๆ ยิ่งมากยิ่งโด่ง เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะที่หมอเคยอธิบายว่าฟิลเลอร์เป็นเนื้อกึ่งแข็ง เมื่อฉีดเข้าไปเพิ่มความสูง ก็ต้องเพิ่มความกว้างด้านข้างไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น หากฉีดมาก เต็มที่แล้ว จนตึงมากแล้ว เนื้อรับได้เท่านั้น ก็จะขยายออกด้านข้างแทน กลายเป็นจมูกที่ใหญ่ ไม่สวยงาม ดังนั้นจะฉีดได้หรือไม่ได้ ควรฉีดเพิ่มหรือยัง ควรจะให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินก่อนเท่านั้น หมอคนไหนตามใจมาก ฉีดไปเรื่อย ก็จะทำให้รูปทรงจมูกใหญ่ไม่สวยงามอย่างที่ต้องการ โดยสรุป ฉีดฟิลเลอร์เสริมจมูกได้ แต่ต้องให้แพทย์ประเมินก่อนทุกครั้ง หากเคยเข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิก เคสไหนก็ตามที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์เสริมจมูก หมอจะจับบีบตรวจดูลักษณะเนื้อบริเวณจมูกก่อนฉีดเสมอ ไม่เคยมองด้วยตาเปล่าแล้วบอก

2. คาง
           จากประสบการณ์ที่ได้พบเห็นลูกค้า ที่ผ่านการผ่าตัดใส่ซิลิโคน หรือ plate บริเวณคางมาหลายเคส หมอกล้าพูดได้เลยว่าแทบจะมีไม่ถึง 10% ที่ทำออกมาแล้วสวย เรียว รับกับรูปหน้า ส่วนใหญ่ที่เจอปัญหาจากการใส่ซิลิโคนบริเวณคาง คือ
           - 90% ใส่ซิลิโคนคางแล้วดูใหญ่ ดูป้าน ทำให้เหมือนเป็นคนกระดูกใหญ่บริเวณคาง หรือพูดง่าย ๆ เหมือนกระเทย
           -10% ใส่ซิลิโคนคางออกมาแล้ว ไม่มีความเรียว หวานให้กับคาง ใส่แล้วไม่แตกต่างจากคางเดิม เพราะรูปทรงซิลิโคนที่ใส่คางจำกัด
           เรื่องคางหมอสรุปง่ายๆ เลยว่า เกือบ 100% แนะนำฉีดฟิลเลอร์จะให้ความสวย เรียวเล็ก หวาน เข้ากับหน้าเดิม ดูไม่กระด้างไม่เหมือนกระเทย มากกว่าการใส่ซิลิโคน ตรงนี้ไม่มีคำอธิบายอะไรมาก พูดจากประสบการณ์ที่เห็น คลินิกหมองานฟิลเลอร์คางจึงมากกว่าฟิลเลอร์จมูกหลายเท่าครับ เว้นแต่เนื้อคางบางประเภทเท่านั้นที่มีจำนวนไม่ถึง 5% ที่ฉีดฟิลเลอร์คางไม่ได้จริงๆ ตรงนี้หมอก็ต้องประเมินแล้วแจ้งลูกค้าเสมอว่า ฉีดไม่น่าจะช่วยได้เลย ก็คงต้องพึ่งการใส่ซิลิโคน ซึ่งลูกค้าก็ต้องคุยกับคุณหมอศัลยแพทย์ให้ดี ๆก่อนตัดสินใจครับ
โบท็อกผง VS โบท็อกสุญญากาศ
[23 พฤศจิกายน 2556 18:08 น.]จำนวนผู้เข้าชม 9795 คน

สินค้าเกือบทุกประเภทซื้อขายกันง่ายมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเห็นตัวสินค้าก็สั่งซื้อกันผ่าน social network ไม่ว่าจะเป็นทาง Facebook, IG , Line ทุกวันนี้มีแต่ขายสินค้าทั้งสิ้น เพราะความเชื่อมั่นในเรื่องการรับส่งสินค้าที่ถูกต้องแม่นยำ แต่มีความเสี่ยงในการเลือกซื้อง่ายแต่ไม่รู้ถึงคุณภาพที่แท้จริงของสินค้า  สินค้าด้านการแพทย์และเสริมความงามเช่นกัน มีการซื้อขายกันผ่านทาง website, facebook, line , IG กันอย่างแพร่หลายและได้รับความนิยม จนก่อให้เกิดความเชื่อ ความรู้ และการเรียกจนติดปาก และเรียกกันผิด ๆ คำถามหนึ่งที่หมอมักจะได้ยินเสมอในช่วงปีนี้คือ

" คุณหมอคะ โบท็อกผง กับ โบสุญญากาศ อะไรดีกว่ากันคะ"

คำถามนี้ หมอมีคำตอบที่ง่ายมาก แต่กว่าจะตอบได้ยากมากเพราะต้องมานั่งทำความเข้าใจอธิบายความหมายของคำว่า โบท็อกผง และโบท็อกสุญญากาศ ว่าคืออะไร ขออธิบายเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้ครับ
 1. ลูกค้าที่ซื้อสินค้าออนไลน์ มักจะเรียกโบท็อกผง เพราะเห็นว่า ที่ขวดโบท็อก มีผง ๆ เป็นตะกอนอยู่ ปริมาณผงก็มากน้อยแตกต่างกันแต่ละยี่ห้อไม่เหมือนกัน บางยี่ห้อเป็นผงอัดแน่นเกือบครึ่งขวด บางยี่ห้อเป็นผงอัดแน่นที่ก้นขวด ส่วนโบท็อกสุญญากาศ ที่เรียกเช่นนี้เพราะ เมื่อมองผิวเผินโบท็อกเหล่านี้จะมีขวดว่างเปล่า แทบไม่มีผงยา หรือมองไม่เห็นว่ามีอะไรในขวดเลย จึงทำให้เรียกกันตามลักษณะว่าโบท็อกที่ว่างเปล่า หรือขวดสุญญากาศ
 2. เมื่ออธิบายลักษณะที่ลูกค้าเรียกและตามลักษณะโบท็อกที่ปรากฏให้เห็น แล้ว หมอต้องอธิบายพื้นฐานของการผลิตยาฉีดทุกชนิดที่อยู่ในรูปผงแห้งหรือ dry lyophilized โดยทั่วไปการผลิตยาฉีดชนิดผงทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นโบท็อก ยาปฏิชีวะนะ  วิตามินต่างๆ ที่อยู่ในรูปผงแห้ง ควรจะต้องมีมาตรฐานการผลิตที่ปลอดเชื้อ และปลอดอากาศ ภายในขวดเพื่อสภาวะปลอดเชื้อ เมื่อใดก็ตามที่มีอากาศปนเปื้อนเข้าไป ก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้ ดังนั้นคำว่าสุญญากาศไม่ได้เรียกตามสภาพที่เห็นอีกต่อไป เพราะยาฉีดที่เป็นผงทุกชนิดก็จะถูกบรรจุอยู่ภายใสขวดที่ดูดเอาอากาศออกให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อความปลอดเชื้อ ดังนั้นยาฉีดทุกประเภท คือ อยู่ในขวดสุญญากาศนั่นเอง หากโยงมาเรื่องของโบท็อก ก็สรุปเช่นเดียวกัน ว่า ไม่ว่าจะโบท็อกสุญญากาศหรือโบท็อกผง ก็เป็นโบท็อกสุญญากาศทั้งหมด สรุปว่า เรียกกันผิดไปเอง จริงๆ แล้วควรจะเรียกว่า โบท็อกผง และโบท็อกที่ผงน้อยๆ หรือแทบมองไม่เห็นผงเลย คำถามต่อมาคงจะถามว่าทำไม ผงแตกต่างกัน บางยี่ห้อผงน้อยมาก บางยี่ห้อผงเยอะมาก นั่นเป็นความแตกต่างกันของขั้นตอนการผลิตและส่วนผสม ตามมาตรฐานของแต่ละยี่ห้อเพื่อให้ได้ คุณสมบัติและราคาตามที่บริษัทตนเองต้องการ

ทีนี่ หมอจะตอบคำถามให้ชัดเจนแล้วว่า โบท็อกผงมาก ๆ และโบท็อกผงน้อยๆ แตกต่างกันอย่างไร
คำตอบคือ คุณภาพ การเจือปนสารแต่งเพิ่มเติมในขบวนการผลิตนั่นเอง โบท็อกผงน้อย ก็จะมีการแต่งเติมเจือปนสารต่าง ๆ น้อย โบท็อกผงมาก ก็จะเจือปนมากนั่นเอง คงตอบไว้แค่นี้ เพราะหลายคนมีคำตอบในใจว่ายี่ห้อไหนดีกว่า ยี่ห้อไหนด้อย ชัดเจนแล้วนะครับ
ทำอย่างไรดีเมื่อฉีดBotoxแล้วไม่เห็นผล
[7 สิงหาคม 2556 15:18 น.]จำนวนผู้เข้าชม 10077 คน

เกือบครึ่งของจะนวนลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาที่คลินิก จะแจ้งว่าเคยฉีดโบท็อกมาจากคลินิกอื่นมาแล้วแต่ไม่เล็ก ไม่เรียว ไม่เห็นผลไม่แตกต่างเลย หากคุณเป็นคนหนึ่ง ควรอ่านทำความเข้าใจเรื่องธรรมชาติการทำงานของโบท็อก หมอขอแบ่งการวิเคราะห์ปัญหาความล้มเหลวจากการฉีดโบท็อกออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ๆ คือ
1. ความล้มเหลวของการฉีดเนื่องจาก ตัวโบท็อกเอง กล่าวคือ
    - ปริมาณโบท็อกที่ฉีดไม่เหมาะสมกับขนาดกล้ามเนื้อ และรูปหน้า ทั้งหมดคือ ปริมาณน้อยเกินไป ลูกค้าที่ฉีดแล้วไม่เห็นผลส่วนใหญ่จะบอกว่าฉีดเพียงข้างละ 20-25ยูนิต รวมแล้วประมาณ 40-50ยูนิตต่อหน้า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณเริ่มต้นเท่านั้น และเริ่มต้นแบบน้อย ๆ ด้วยครับ ปริมาณโบท็อกเพียงเท่านี้ ถือว่าน้อยไปสำหรับคนที่ระบุปัญหาของตนเองว่าหน้าบาน หากรู้ตัวดีว่าหน้าบาน หน้ากลม แสดงว่ากลมจริง บานจริง ก็ควรจะต้องฉีดปริมาณโบท็อกให้เหมาะสมกว่านี้  ควรเชื่อตามคำแนะนำของหมอว่าคุณควรจะฉีดปริมาณเท่าไหร่ 
     - คุณภาพของโบท็อก คลินิกที่ได้รับการยอมรับ ก็ย่อมใช้โบท็อกที่คุณภาพดี มีมาตรฐาน ดังนั้นไม่น่าจะเกิดจากข้อนี้ หากคุณฉีดกับคลินิกที่มีคุณภาพ  ในข้อนี้คงยกตัวอย่างลูกค้าที่นิยมฉีดโบท็อกราคาถูก ฉีดกันเอง ให้เพื่อนที่เป็นพยาบาลฉีด ฉีดในคอนโด ราคาถูกก็หมายความว่าโบท็อกที่ใช้ฉีดก็น่าจะคุณภาพต่ำ ดังนั้น ควรฉีดโบท็อกในคลินิกจะดีที่สุดครับ

2. ความล้มเหลวจากปัจจัยที่ตัวผู้รับการฉีด
    - ลักษณะรูปหน้า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ของแต่ละคน ต้องเลือกให้เหมาะสมว่า รูปหน้าแบบไหนควรฉีดโบท็อก รูปหน้าแบบใดควรฉีดสลายไขมันร่วมด้วย โดยทั่วไปแล้ว ลูกค้าไม่ว่าจะมีรูปหน้ากลม หน้าเหลี่ยม หรือกรามใหญ่ จะต้องเริ่มต้นด้วยโบท็อกเสมอ แต่รูปหน้าที่มีแก้มเยอะ จะเห็นผลได้ไม่ชัดเจนเท่ากับ รูปหน้าที่มีแต่กรามใหญ่ ดังนั้น ลูกค้าที่หน้ากลม มีเนื้อแก้มมาก จะต้องดูแลแบบผสมผสานใช้โบท็อกร่วมกับ เมโสแฟท ไลโปเรส หรือการฉีดสลายไขมันอื่นๆ ขึ้นกับแพทย์เป็นผู้เลือกให้ครับ ดังนั้นคนที่แก้มเยอะ พึงระลึกไว้เสมอว่าท่านจะต้องใช้การรักษาผสมผสานหลายอย่างเข้าด้วยกัน จึงจะเห็นผลชัดเจน ไม่ใช่ว่าจะฉีดเฉพาะโบท็อกเท่านั้นจึงจะเห็นผล
    - เกิดการดื้อโบท็อก  กรณีนี้อยากให้เป็นกรณีสุดท้ายที่จะนึกถึง มีโอกาสเกิดขึ้นจริงและ ไม่มีสาเหตุที่แน่นอนว่าเป็นเพราะอะไรจึงดื้อโบท็อก และโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ตลอดระยะเวลาที่หมอได้ดูแลลูกค้าที่ฉีดโบท็อกมานาน กว่า 5 ปี ฉีดมามากกว่า พันราย พบลูกค้าที่ดื้อโบท็อกประมาณ 4 รายเท่านั้น  แต่ละรายผ่านการฉีดโบท็อกไม่เหมือนกัน บางรายดื้อโบท็อกตั้งแต่ครั้งที่ 2 ของการฉีด บางรายดื้อโบท็อกเมื่อผ่านการฉีดมาหลายครั้งแล้ว โดยสรุปเกิดการดื้อขึ้นได้ ทำให้ไม่เห็นผล แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะมีวิธีดูแลต่อเพื่อหาแนวทางที่จะทำให้ท่านฉีดแล้วเห็นผลไม่ดื้อ ทั้งนี้ต้องปรึกษาแพทย์ที่ท่านฉีดเท่านั้น ดังนั้นหากท่านรู้สึกว่าท่านฉีดโบท็อกแล้วไม่เห็นผล ไม่ควรเปลี่ยนคลินิก หรือเปลี่ยนหมอ ควรแจ้งกลับไปให้คุณหมอที่ฉีดทราบ เพื่อวินิจฉัยว่าดื้อหรือไม่ และจะได้หาแนวทางในการดูแลต่อไปเพราะแพทย์ที่เป็นคนฉีดให้กับท่านจะรู้ข้อมูลถึงชนิด ยี่ห้อ และปริมาณโบท็อกที่ท่านฉีดไป ดีที่สุด
 
ฉีดฟิลเลอร์ อยู่ได้นานแค่ไหน?
[9 กันยายน 2555 16:18 น.]จำนวนผู้เข้าชม 11766 คน

คำถามยอดนิยมของ ลูกค้าที่ตั้งใจจะฉีดฟิลเลอร์ หรือสารเติมเต็ม คือ ฉีดแล้วจะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ? คำถามนี้ ตอบได้ 2 แบบคือ
1. ตอบตามหลักทางเคมี ในการสลายตัวของสาร Hyaluronic acid ชนิดต่างๆ ความเข้มข้นที่แตกต่างกัน ดังนี้
     - Restylane คือ filler พื้นฐานความหนืดปานกลาง ความคงตัวปานกลาง การขึ้นรูปทรงต่างๆ ได้ปานกลาง ไม่ถึงกับแข็งมาก ร่างกายจะ
สร้างน้ำย่อยขึ้นมาเอง มาย่อยสลายสารตัวนี้ออกไปทีละเล็ก ทีละน้อย แต่สลายทุกวัน สลายวันละนิดๆ หน่อยๆ จนเราไม่รู้สึก จะรู้ตัวอีกครั้ง
ก็สลายไปเยอะเสียจนรูปร่างต่างๆ ที่เคยสวยงาม เริ่มกลับมาเหมือนปรกติก่อนฉีด โดยทั่วไป Restylane จะอยู่ได้นาน 8-12 เดือน ก็จะสลาย
หายไปหมดทุกอนู ทุกอนุภาคของเค้า
     - Restylane Perlane คือชนิดของสารHya ที่มีความหนืดสูง ขนาดโมเลกุลใหญ่ สามารถฉีดขึ้นรูปทรงต่างๆ ได้ดีที่สุด นิยมสูงสุดในการ
ฉีดเสริมจมูก ฉีดเสริมคาง ให้ได้รูปทรงตามต้องการ ระยะการคงอยู่ตามที่ระบุไว้คือ 12-18 เดือน

2. ตามหลักทางกายวิภาค ผิวหน้า โครงสร้าง และความตึง ความหนา บาง ของผิวแต่ละคนแตกต่างกัน มีผลต่อการคงอยู่ของฟิลเลอร์ เช่น
     - ลักษณะผิวที่หนา บาง และตึง หลวม หย่อน มีผลต่อรูปทรงของฟิลเลอร์ กล่าวคือ ท่านที่มี ผิวตึงมาก และค่อนข้างเนื้อน้อย มีความตึงตัว
มากจะส่งผลให้รูปทรงของฟิลเลอร์ ถูกดึงรั้งให้ยุบตัวเร็วกว่า ผิวที่หลวม และมีความตึงตัวต่ำกว่า ลองสังเกตคุณหมอจะตรวจผิวก่อนฉีดเสมอ
ลองจับเนื้อดูว่าบริเวณที่จะฉีดมีความตึง ความหลวมมากแค่ไหน ท่านที่ผิวบางและตึงมาก พึงนึกไว้เลยว่าความคงอยู่ของฟิลเลอร์จะน้อยกว่า
ปรกติเสมอ
     - ลักษณะโครงสร้างในแต่ละบริเวณที่แตกต่างกัน ก็มีผลต่อความยาวนานของฟิลเลอร์ ดังนี้
            2.1 การฉีดเสริมจมูก เป็นการฉีดที่ต้านแรงโน้มถ่วงของโลก ฉีดต้านแรงดึงผิว ย่อมมีโอกาสยุบง่าย สลายเร็วกว่าการฉีดตำแหน่งปรกติ
ทั่วไป โดยทั่วไปจะเป็นทรงสวยอยู่ได้นานประมาณ 6-8 เดือน และสลายตัวหมดจากผิวหน้าประมาณ 12 เดือน
           2.2  การฉีดร่องลึกใต้ตา ใต้ตาเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดมาก และผิวหนังบาง การฉีดฟิลเลอร์จะใช้ตัวนุ่ม ชนิดเนื้ออ่อนฉีด และจะมีเส้นเลือด
มาเลี้ยงจำนวนมาก ทำให้เร่งการสลายฟิลเลอร์เร็วกว่าบริเวณอื่นๆ ดังนั้นการฉีดใต้ตาจะค่อนข้างเเห็นผลระยะสั้น ๆ กว่าบริเวณอื่น กล่าวคือจะอยู่ได้
ประมาณ 4-6 เดือน ก็จะสลายไปเกือบหมด
          2.3 ฉีดเสริมคางก็เช่นเดียวกับการฉีดจมูก เป็นการฉีดที่ต้านกับแรงดึงผิวค่อนข้างมาก ทำให้ยุบตัวเร็ว กว่าบริเวณอื่น อาจจะยุบชัดเจนที่ 6-8
เดือนและสลายตัวหมดเต็มที่ 12 เดือน
         2.4 ฉีดร่องแก้ม ตำแหน่งนี้จะมีระยะการคงอยู่ของฟิลเลอร์ ค่อนข้างยาวนานที่สุด ยาวนานกว่าตำแหน่งอื่น เนื่องจาก ไม่มีปัจจัยเรื่องความตึง
ของผิวเข้ามาเกี่ยวข้อง และเป็นการฉีดที่ไม่ได้เป็นการขึ้นรูปทรง เพียงแต่เติมร่องให้เต็มเท่านั้น ดังนั้นระยะการคงอยู่จะนานประมาณ 8-12 เดือน

         ธรรมชาติของฟิลเลอร์ คือสารเติมเต็ม และขึ้นรูป ได้ก็จริง แต่ไม่ได้แข็งทนทานเหมือนซิลิโคน ดังนั้น ข้อจำกัดต่างๆ ในการใช้ ก็ยังมีอยู่
เช่น รูปทรงบางชนิด ปัญหาบางประเภท ที่ยากในการแก้ไข ก็จะเป็นจะต้องใช้ผ่าตัดใส่ซิลิโคนจะแก้ปัญหาได้ดีกว่า ดังนั้น ไม่ใช่ว่าทุกท่านที่
อยากฉีดฟิลเลอร์ จะฉีดได้ ควรจะต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินก่อนเสมอ ว่าฉีดได้หรือไม่ ฉีดแล้วจะสวยหรือเปล่า หลายท่านเข้ามาที่คลินิก
เพราะต้องการจะฉีดฟิลเลอร์กับคิวตี้ วีว่าคลินิก แต่ก็ไม่ได้รับการฉีด เพราะคุณหมอไม่แนะนำให้ฉีด ท่านก็ต้องเข้าใจว่า ไม่เหมาะสมที่จะใช้ฟิลเลอร์
ก็ต้องหาวิธีอื่นๆ ต่อไป ดังนั้น filler ทำได้ง่าย ทำได้สวย แต่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกคน โดยสรุปควรทำตามที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำจะดีที่สุด
หลุมสิว หลุมแผลเป็น
[4 กรกฎาคม 2554 20:42 น.]จำนวนผู้เข้าชม 35589 คน

หลากวิธี รักษาหลุมสิว ยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับหลายๆคน ไม่แพ้ปัญหา สิว นะคะ การรักษา หลุมแผลเป็น จำเป็นต้องใช้วิธีทางการแพทย์เข้ามาช่วย และ ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา
Fillerคำตอบของการเสริมความสวยโดยไม่ต้องผ่าตัด
[4 กรกฎาคม 2554 20:30 น.]จำนวนผู้เข้าชม 11781 คน

สารที่ใช้ตกแต่งใบหน้าในปัจจุบันมีหลายชนิดมักเรียกกันติดปากเป็นคำรวม ๆว่า Filler หรือสารเติมเต็มผิวหรือเรียกกันว่าคอลลาเจน
ลดริ้วรอยด้วย โบท็อกซ
[4 กรกฎาคม 2554 20:21 น.]จำนวนผู้เข้าชม 8024 คน

ริ้วรอยที่เกิดขึ้นบน ใบหน้า ของคนเรานั้น เกิดจากการแสดง สีหน้า และ อารมณ์ ต่างๆ ซ้ำๆ กล้ามเนื้อ มัดที่เราใช้ แสดง สีหน้าและ อารมณ์ ก็จะเกิดการหดตัว
How to keep healthy skin as your lifestyle
[4 กรกฎาคม 2554 20:14 น.]จำนวนผู้เข้าชม 6176 คน

การมีผิวสวยไม่ใช่แค่การแต่งแต้มผิวด้วยเครื่องสำอางให้ผิวดูดีแค่เพียงภายนอก แต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพผิวที่ดีอย่างแท้จริง
มองหน้า ... ก็รู้ใจ...แต่ไม่รู้วัย
[4 กรกฎาคม 2554 20:04 น.]จำนวนผู้เข้าชม 12845 คน

การแสดงอารมณ์บนใบหน้าเช่น ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ แววตาสื่อถึงอารมณ์และความคิดภายในจิตใจของมนุษย์เราได้เป็นอย่างดี
“สิว” คืออะไร อะไรคือ “สิว”
[4 กรกฎาคม 2554 19:58 น.]จำนวนผู้เข้าชม 23040 คน

หลายคนเข้าใจว่า  “สิว” ไม่ใช่  “โรค”  ก็แค่ปัญหาเกี่ยวกับความงามชนิดหนึ่ง  แต่แท้จริงแล้ว  “สิว” นับว่าเป็น  “โรค”  อันมีสาเหตุจากการทำงานผิดปกติของต่อมไขมันซีบาเซียส

Engine by MAKEWEBEASY